รักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย CSR แบบยั่งยืน
การแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมากมาย จำเป็นต้องร่วมมือกันทำ โดยทำในส่วนที่เป็นหน้าที่และภารกิจของตนเองให้ดีที่สุด ภาคธุรกิจเองต่างก็ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดี ด้วยการมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ทั้งที่เป็นแบบรับผิดชอบในกระบวนการธุรกิจ (CSR In Process) และกิจกรรมรณรงค์เรื่องต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งหลายๆ ปีมานี้ได้เกิดวิกฤติมหันตภัยธรรมชาติและส่งผลต่อระบบนิเวศน์ของสิ่งมีชีวิต อันเป็นเรื่องใหญ่หลวงของมนุษยชาติ จำเป็นต้องเร่งแก้ไขฟื้นฟูและอนุรักษ์ไว้ กิจกรรม CSR ของบริษัทเกือบทุกแห่งจึงมักจะไม่ลืมส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม และที่เห็นอยู่ดาษดื่น เช่น การปลูกป่า ทำฝาย ฯลฯ โดยอาจยังไม่รู้ว่า ฝายที่สร้างผิดที่ผิดทางนั้นสร้างปัญหาต่อความหลากหลายทางชีวภาพได้เช่นกัน
งานเสวนา “CSR ในมิติรักษ์สิ่งแวดล้อม กับการเตรียมพร้อมสู่ความยั่งยืน” (Towards Green CSR) ที่ร่วมกันจัดโดย สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI), สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (CSR Club), มูลนิธิโลกสีเขียว และสถาบัน Change Fusion ภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย จึงถือโอกาสจัดเวทีนำกลุ่มบุคคลที่ทำงานในแวดวง CSR กับคนทำงานภาคสังคมที่เชี่ยวชาญในการใช้นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ให้มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จริง อาทิ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ จาก ปตท. วีนัส อัศวสิทธิถาวร จาก SCG สำรวย ผัดผล อโชก้าเฟลโลว์ ประเทศไทย นณณ์ ผาณิตวงศ์ ที่ปรึกษาด้านระบบนิเวศน์ทางน้ำ มูลนิธิโลกสีเขียว ฯลฯ
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เล่าถึงโครงการมากมายของ ปตท. เช่น การทำ CSR in process ในด้านพลังงานทดแทน โดยพัฒนาเชื้อเพลิงแบบที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง โครงการนำของเสียมาทำพลังงาน และการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึง โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ 1ล้านไร่ www.milliontreesforking.com ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2538-2551 ที่ยังคงอยู่ดี โดยคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำรวจพบว่าช่วยทำให้มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ดูดซับโดยพืชพรรณทั้งหมด 18,170,647.07 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ และปลดปล่อยออกซิเจนทั้งหมดสู่บรรยากาศทั้งสิ้น 14,546,879.96 ตันออกซิเจน นับว่าช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อนได้มหาศาล เนื่องจากการดูแลใส่ใจป่าอย่างต่อเนื่อง และยังรณรงค์ให้พนักงานมีส่วนร่วมกับโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของบริษัท
ทางด้านวีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร SCG กล่าวว่า SCG มีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงให้ตั้งโรงงานผลิตปูนซิเมนต์ขึ้น เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และเป็นองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลัก 3G คือ Green manufacturing ผลิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม, Green mind มีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและดูแลชุมชน, Green CSR ที่มุ่งไปยังสังคมและสิ่งแวดล้อมภายนอกองค์กรด้วย SCG ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องป่าและน้ำเป็นสำคัญ อาทิ โครงการอนุรักษ์น้ำ บำบัดน้ำ แก้มลิง รวมไปถึงการทำฝายชะลอน้ำ เช่น ในภาคเหนือที่มีไฟไหม้ป่าบ่อย ฝายช่วยชะลอให้น้ำไหลช้าลง เป็นปราการป้องกันไฟป่าและลดปัญหานี้ได้อย่างดี
สำรวย ผัดผล อโชก้าเฟลโลว์ ประเทศไทย ผู้นำกลุ่มฮักเมืองน่าน พูดถึงประเด็น CSR กับการเชื่อมโยงสู่การอนุรักษ์ป่าได้น่าสนใจว่า การอนุรักษ์ป่าไม้ไม่ใช่ต้องแยกคนออกมาอย่างที่รัฐทำ คนจำเป็นต้องอยู่กับป่าให้ได้ ทั้งพระสงค์ แกนนำ และชาวบ้านในชุมชนเองต้องหวงแหนรักษาป่าของพวกเขา และมีกุศโลบายจากพระ โดยใช้ศรัทธาของคนในการคุ้มครองป่า เช่น การบวชป่า ทำพิธี นิมนต์พระสงฆ์ ผูกสายสิญจน์ล้อมต้นไม้บริเวณที่ต้องการ การสืบชะตาแม่น้ำ เป็นต้น
ส่วนที่ปรึกษาด้านระบบนิเวศน์ทางน้ำ มูลนิธิโลกสีเขียว และกรรมการบริหาร บมจ. เอเชียน มารีน เซอร์วิส (ASIMAR) นณณ์ ผาณิตวงศ์ อธิบายถึงผลอีกมุมหนึ่งของการทำฝายว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เหมือนทุกสิ่งบนโลกนี้ ฝายมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดความเร็วหรือชะลอการไหลของน้ำ และกักเก็บตะกอนไม่ให้ไหลลงไปทับถมลำน้ำตอนล่าง ทำให้ช่วยเพิ่มระดับน้ำเข้าไร่นา และฟื้นฟูระบบนิเวศน์บนบก ทั้งยังป้องกันไฟป่าได้ เราควรทำฝายในบริเวณป่าเสื่อมโทรม หรือบริเวณที่ต้องฟื้นฟู แต่บางครั้งนั้นคนเราไม่ได้ศึกษาอย่างดีก็ไปสร้างฝายในที่ที่ป่าอุดมสมบูรณ์ อยู่แล้ว จึงส่งผลร้ายต่อระบบนิเวศน์ลำธาร ทำให้สัตว์และปลาน้ำจืดหลายหลายต้องสูญหายไป
ในกรณีศึกษาที่ น้ำตกห้วยทรายเหลือง บนดอยอินทนนท์ ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นหลายอย่าง เช่น เต่ากูรู นก ปู ปลาค้างคาว ปลาซิวแคระ 3 จุด ปลาต่อหิน ก็ต่างหายไปหลังจากสร้างฝายไปไม่ถึงปี เพราะทรายมาทับถมทรอกหินที่เคยเป็นบ้านของปลา ปลาจึงไม่มีที่อยู่ เศษใบไม้และอื่นๆ พากันตกตะกอน ทำให้น้ำเน่า ฝายชะลอน้ำล้วนส่งผลต่อระบบนิเวศน์และความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสิ้น
ขณะนี้ในต่างประเทศมีการสร้างฝายแบบเร่งน้ำแล้ว ซึ่งจะช่วยแก้ไขเรื่องป่าและน้ำได้อีกวิธีหนึ่ง ทั้งนี้องค์กรต่างๆ ที่เข้าไปสร้างสิ่งแปลกปลอมในพื้นที่ควรทำป้าย ให้ความรู้ สร้างความตระหนักให้แก่ผู้ที่เข้าไปในป่าด้วย เมื่อทุกฝ่ายช่วยกัน ย่อมทำให้เกิดการพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้
จากงานเสวนา “CSR ในมิติรักษ์สิ่งแวดล้อม กับการเตรียมพร้อมสู่ความยั่งยืน” (Towards Green CSR) วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย




