Top 10 Green Energy Leaders

green-energy.jpg

ความพยายามของโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดูจะมีความหวังมากขึ้นเมื่อบริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐ และเมืองต่าง ๆ เริ่มออกมาให้คำมั่นว่าเป้าหมายในระยะยาวจะหันมาใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ U.S. Environmental Protection Agency(EPA) องค์การที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ ได้จัดทำรายชื่อองค์กรของประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นผู้นำด้านการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น การสร้างพลังงานสะอาดขึ้นมาใช้เอง, การจัดซื้อจัดจ้างพลังงานสีเขียว หรือการซื้อ "ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน"(Renewable Energy Certificate (REC))

อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดในการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ได้แก่ การผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้ในกิจการของตนเอง อาทิ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ หรือการผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากขยะ

หากไม่สามารถผลิตเองได้ อีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจก็คือการจัดซื้อพลังงานโดยตรงจากบริษัทที่ผลิตพลังงานทางเลือกต่าง ๆ เช่น การซื้อกระแสไฟฟ้าจากฟาร์มพลังงานลมที่อยู่ใกล้เคียง ส่วนวิธีสุดท้ายที่สะดวกที่สุด คือ การซื้อ "ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน" (ออฟเซ็ต) จากโครงการที่ผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อชดเชยการใช้พลังงานของเรา ประหนึ่งว่าการประกอบการของเราไม่ได้เพิ่มมลภาวะให้โลก เพราะเราจ่ายเงินซื้อพลังงานสะอาดซึ่งได้จากแหล่งผลิตที่อื่นมาทดแทนแล้ว

มาดูกันดีกว่าว่า 10 องค์กรที่หยิบยกมานี้เลือกใช้พลังงานสีเขียวรูปแบบใด และคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด


1. Dell
Texas | เทคโนโลยีสารสนเทศ
554 ล้าน kWh , 158% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

ในเดือนสิงหาคม ปี 2008 ผู้จัดการสำนักงานใหญ่ของ บริษัท เดลล์ (Dell Inc.) ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ประกาศตัวเป็นบริษัทที่ไม่ปล่อยคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อม(carbon-neutral) หลังจากซื้อใบรับรองพลังงานหมุนเวียน, เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และลดการใช้พลังงาน ผลก็คือบริษัทสามารถประหยัดเงินได้ถึง 3 ล้านดอลล่าร์

นอกจากนั้นเดลล์ยังชดเชยการปล่อยคาร์บอนของบริษัทที่ดำเนินการอยู่ในประเทศต่าง ๆ ด้วยการออฟเซ็ตเครดิตมากกว่าจำนวนพลังงานที่ใช้จริงของบริษัทแม่ในสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ตัวเลขการใช้พลังงานสีเขียวของเดลล์จึงพุ่งไปที่ 158%

 


2. Vail Resorts
Colorado | การท่องเที่ยวและสันทนาการ
151 ล้าน kWh , 100% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

บริษัท เวล รีสอร์ท (Vail Resorts Inc.) สกีรีสอร์ทบนภูเขาชั้นเยี่ยมของโลก ออฟเซ็ต 100% ของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น
กระเช้าที่นำนักท่องเที่ยวขึ้นสู่ยอดเขาเพื่อเล่นสกี การดำเนินงานของร้านค้าและรีสอร์ททั้ง 5 แห่ง ได้แก่ Vail, Beaver Creek, Breckenridge, Keystone และ Heavenly ด้วยการซื้อเครดิตพลังงานลมจากรัฐ Oklahoma และ Iowa

นับว่า เวล รีสอร์ท เป็นบริษัทที่จัดซื้อพลังงานลมมากเป็นอันสองของประเทศรองจาก Whole Foods Market และมากที่สุดในรัฐนี้

 

 

 

3. PepsiCo
New York | อาหารและเครื่องดื่ม
1,145 ล้าน kWh , 100% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

บริษัทเป๊ปซี่โค(PepsiCo, Inc.) กลุ่มบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ซึ่งแยกออกจากบริษัทบริษัท เป็ปซี่ บอทเทิลลิ่ง กรุ๊ป(Pepsi bottling groups) ทำให้วงการธุรกิจตื่นตะลึงเมื่อสำนักงานใหญ่ของเป็ปซี่โคจัดซื้อพลังงานสีเขียวเพื่อชดเชยพลังงานที่ใช้ทั้งหมดในต้นปี 2007

บริษัทเป็ปซี่โคมีรายได้สุทธิ 39,000 ล้านบาทจากแบรนด์ Aquafina และ Quaker Oats ซึ่งกำไรส่วนนี้นี่เองที่นำไปให้นายหน้าจัดซื้อพลังงานออฟเซตได้อย่างสบาย ๆ

 

 


4. Whole Foods Market
Texas | ร้านค้าปลีก
527 ล้าน kWh , 100% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2005 บริษัทโฮล ฟู้ดส์ มาร์เก็ต ออฟเซ็ตพลังงานทั้งหมดที่ใช้ดำเนินการทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งในขณะนั้นนับว่าเป็นการซื้อพลังงานหมุนเวียนที่มากที่สุดในอเมริกาเหนือ

หลังจากนั้นยังมีนโยบายให้พนักงานที่ประจำอยู่ในท้องที่ต่าง ๆ เป็นผู้กำหนดประเภทของพลังงานที่จะจัดซื้อ(หรือผลิต) ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่อีกด้วย

 

 

 


5. U.S. Environmental Protection Agency
Washington DC | รัฐบาล
285 ล้าน kWh , 100% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

U.S. Environmental Protection Agency เริ่มดำเนินการโครงการผู้จัดซื้อพลังงานสีเขียว(Green Power Purchasers project)ในปี 1999 และตั้งแต่ปี 2007 ทางองค์กรได้ซื้อ "ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน" เท่ากับจำนวนกระแสไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการดำเนินการของสำนักงาน 200 อาคารและห้องปฏิบัติการวิจัยทั้งหมด

 

 


6. HSBC North America
New York | ธนาคารและบริการทางการเงิน
300 ล้าน kWh , 93% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

ธนาคารเอชเอสบีซี อเมริกาเหนือ ยืนยันว่าจะเป็นธนาคารแรกที่ปลอดคาร์บอนตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2005 ในส่วนของการบริโภคพลังงานอีก 7% ที่ทางธนาคารไม่ได้ซื้อใบรับรองพลังงานหมุนเวียนนั้นจะถูกทดแทนด้วยการซื้อ carbon offset จากโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

 


7. Los Angeles County Sanitation Districts
California | รัฐบาล
171 ล้าน kWh, 54% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

เขตสุขาภิบาลของเมือง Los Angeles ซึ่งมีหน้าที่ดูแลจัดการแหล่งฝังกลบขยะและโรงบำบัดน้ำเสีย จัดตั้งโรงไฟฟ้าจากของเสียในเมือง 10 แห่ง โดยเชื้อเพลิงที่ได้ส่วนใหญ่มาจากก๊าซมีเทนซึ่งเกิดขึ้นในกระบวนการย่อยสลายของขยะหรือกระบวนการบำบัดน้ำเสีย

การเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานนี้เริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 1960 และกำลังจะตั้งโรงไฟฟ้าจากการฝังกลบขยะแห่งใหม่ขนาด 12 เมกะวัตต์ที่เมือง Calabasas ในเดือนตุลาคมนี้

 

8. Kohl’s Department Stores
Wisconsin | ร้านค้าปลีก
601 ล้าน kWh, 50% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

ห้างสรรพสินค้า Kohl’s เป็นหน่วยงานที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ โดยร่วมมือกับบริษัท Sun-Edison ซึ่งเป็นเจ้าของและดูแลการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ Kohl’s

ในขณะนี้ Kohl's มีการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว 78 แห่งใน California, Oregon, Wisconsin, Connecticut, New Jersey และ Maryland อีกทั้งอยู่ในระหว่างการดำเนินการอีก 10 แห่ง โดยสาขาที่ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาจำนวนมากที่สุดอยู่ที่เมือง San Bernardino รัฐ California ซึ่งมีถึง 6,208 แผ่น

เป้าหมายระยะสั้นของ Kohl’s คือการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาห้างให้ได้จำนวน 100 สาขา และหลังจากนั้นก็จะติดตั้งแผงดังกล่าวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 


9. University of Pennsylvania
Pennsylvania | การศึกษา
193 ล้าน kWh, 46% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย กลายเป็นหน่วยงานเอกชนที่ซื้อพลังงานลมรายใหญ่ที่สุดของประเทศในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2003 เมื่อประกาศว่าจะซื้อพลังงานลมมากเป็น 2 เท่าของปริมาณการซื้อสูงสุดของประเทศในขณะนั้น นอกจากนั้นยังเป็นลูกค้ารายแรกของธุรกิจพลังงานลมที่ทำสัญญาการซื้อเป็นระยะเวลา 10 ปีอีกด้วย

ในระยะยาวทางมหาวิทยาลัยมุ่งมั่นว่าจะสามารถช่วยสร้างกังหันลมขนาด 20 เมกะวัตต์ จำนวน 12 ตัว ให้แก่ฟาร์มพลังงานลมที่เพนซิลวาเนียได้


 

 


10. Johnson & Johnson
รัฐ New Jersey | การดูแลสุขภาพ
435 ล้าน kWh, 38% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

บริษัท จอห์นสัน & จอห์นสัน เริ่มตั้งเป้าหมายเรื่องความยั่งยืนในปี 1990 โดยดำเนินการเต็มรูปแบบทั้งสร้างพลังงานใช้เองจากการเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานก๊าซชีวภาพและการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์, ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมและโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ รวมถึงซื้อออฟเซ็ตจากพลังงานชีวมวลและพลังงานลม

ทั้งนี้ ตั้งเป้าว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 7% ระหว่างปี 1990–2010

โดยปัจจุบัน(1990–2007) สามารถลดได้แล้ว 12.7%

 

 

 

. . . . . . . . . . .

ที่มา www.scientificamerican.com

ภาพ

www.acus.org
www.8-bitbearconsulting.com
www.vailresorts.com
http://enroute.aircanada.com
www.socialinnovationawards.com
http://southernfriedfatty.files.wordpress.com
www.english-shop.de
http://blackchristiannews.com
www.wholefoodsmarket.com
www.responsiblepurchasing.org
www.queenschamber.org
www.aeesp.org
www.oknation.net
http://nail.cc
www.tommccarty.com
http://media.geniusrocket.com
www.treehugger.com
www.healthpopuli.com
http://2.bp.blogspot.com